1 เมษายน 2554

บทความพิเศษแนวหน้า : ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความตื่นตระหนกกับสิ่งที่คนไทยควรตระหนัก  


            ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอากาศร้อนและหนาวอย่างรุนแรง ฝน ลูกเห็บ หรือหิมะตกหนัก น้ำท่วม โคลนถล่ม พายุใหญ่ ภัยแล้ง ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา ได้สร้างความสูญเสียต่อมวลมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องฝนตกหนัก น้ำท่วม และโคลนถล่ม ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเกือบทุกทวีปทั่วโลก จนอาจกล่าวได้ว่า ปี ค.ศ. 2010 เป็นปีแห่งอุทกภัยของศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมาก แม้เพิ่งจะผ่านทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ไปก็ตาม
            ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ (ค.ศ. 2011) แต่ได้เปลี่ยนจากอุทกภัยและธรณีพิบัติ(แผ่นดินไหว) มาเป็นธรณีพิบัติและสึนามิ(Tsunami) โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปี เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้มีคนตายราว 200 คน เมืองไครสต์เชิอร์ชพังเสียหายไปทั้งเมือง และห่างกันยังไม่ถึงเดือน ก็เกิดแผ่นดินไหวในทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่นตามมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นอกจากจากจะทำให้ตึกรามบ้านช่องพังถล่มจากแรงสั่นไหวขนาด 9 ริกเตอร์แล้ว ยังทำให้เกิดสึนามิ ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าร้อยปีซ้ำเติมอีก เมืองเซนได เมืองมิยากิ และอีกหลายเมืองตามชายฝั่งพังยับเยินจากคลื่นสึนามิ ที่สูงร่วมสิบเมตร


           ขณะนี้แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเป็นเท่าไร แต่คาดว่าคงเป็นหลักพันขึ้นไป แม้ยอดผู้เสียชีวิต ทั้งสองเหตุการณ์รวมกันจะยังเทียบไม่ได้กับแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นที่ สาธาณรัฐเฮติ เมื่อวันที่ 12 มกราคมของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีคนตายมากกว่าแสนคน แต่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของเหตุการณ์ในปีนี้ น่าจะสูงกว่าที่เฮติ ยิ่งเกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากผลกระทบของแผ่นดินไหว เป็นเหตุให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารกัมตภาพรังสี ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นภัยเงียบคุกคามซ้ำเติมขึ้นมาอีก ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวญี่ปุ่นและเพื่อนบ้านชาวเอเชีย เป็นอย่างมาก กอรปด้วยเหตุการณ์มาเกิดขึ้นติดๆกันตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งภาพเหตุการณ์ได้ปรากฏ ให้เห็นอย่างชัดเจนหลายแง่หลายมุมทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรทัศน์นั้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ชมทั่วโลกได้มากเป็นอย่างยิ่ง
         สำหรับประเทศไทยและคนไทยนั้น นับว่ามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะมีคนไทย 6 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และมีคนไทยจำนวนนับหมื่นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น มีทั้งที่ไปอยู่อาศัยอย่างถาวร ไปทำงานทำธุรกิจชั่วครั้งชั่วคราว ไปศึกษาหาความรู้ และไปในฐานะนักท่องเที่ยว ดังนั้น ความตื่นตระหนกของคนไทยในเหตุการณ์สองครั้งหลังนี้จึงค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่มีส่วนทำให้ความตื่นตระหนกของคนไทยสูงยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ การออกมาให้ข่าวของนักวิชาการบางราย ที่ขาดความยั้งคิดที่รอบคอบในการให้ข่าว โดยอาศัยการเกาะติดสถานการณ์สำคัญ ใส่สีตีไข่จนเกินเหตุ เพียงเพื่อให้ผู้คนเกิดความสนใจในประเด็นที่นำเสนอตามความเห็นส่วนตน แทนที่จะให้ความรู้ และข้อเท็จจริงด้วยเหตุด้วยผลตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง และตระหนัก ต่อผลที่อาจเกิดตามมาจากการให้ข่าวอย่างผู้ที่มีจรรยาบรรณ
            กรณีตัวอย่างเช่น การที่มีนักวิชาการออกมาคาดการณ์ว่า คลื่นสึนามิ จะมาถึงชายฝั่งภาคใต้ของอ่าวไทยตอนเวลาประมาณตีสี่ตีห้า ทั้งๆที่หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่โดยตรง ก็ยังไม่ประกาศยืนยันเช่นนั้น เพราะมีโอกาสของความเป็นไปได้น้อยมากเป็นอย่างยิ่ง ขนาดสหรัฐอเมริกา ที่มีทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพในการตรวจสอบยังไม่ระบุเช่น นั้น เนื่องจากตำแหน่งของประเทศไทยไม่ได้ตั้งฉากกับแนวหลักในการเคลื่อนที่ของ คลื่นสึนามิ ยิ่งไปกว่านั้น ระยะทางก็อยู่ห่างไกลกันมาก(มากกว่า 5 พันกิโลเมตร) และที่สำคัญที่สุดคือ เส้นทางที่คลื่นสึนามิ จะมาถึงได้นั้นมีทั้งเกาะ(ไต้หวันและฟิลิปปินส์)และผืนแผ่นดิน(เวียดนาม )เป็นอุปสรรคคอยกีดขวางอยู่ ซึ่งหากมาถึงได้ก็คงแทบไม่เหลือพลังที่จะทำลายอะไรได้ แทนที่นักวิชาการจะออกมาให้ความรู้และแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว คอยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงด้วยความไม่ประมาท เช่น ให้คอยติดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น แต่กลับออกมาพูดให้ผู้คนตื่นตระหนกจนแทบจะต้องอพยพทิ้งบ้านทิ้งช่องหนี


             แม้ในที่สุดคลื่นสึนามิ จะมาไม่ถึงอ่าวไทย แต่ก็ยังมีนักวิชาการบางท่านนำเรื่อง การเคลื่อนของแผ่นดินและความเร็วในการหมุนของโลก มาพูดเป็นเรื่องให้คนเกิดข้อกังขาอีก การที่ตำแหน่งของเกาะญี่ปุ่นจะเคลื่อนไปสัก 5-10 เมตรก็เทียบไม่ได้กับเส้นรอบวงของโลกที่ยาวกว่าสี่หมื่นกิโลเมตร หรือความเร็วในการหมุนของโลกที่เปลี่ยนไปก็คำนวณได้ในระดับเศษหนึ่งส่วนล้าน ของวินาทีเท่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่มีผลอะไรเลย นักวิชาการจึงไม่ควรนำเรื่องเหล่านี้มาขยายความให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล การเสนอข่าวและการให้ข่าวในลักษณะที่กล่าวมานี้ แม้ท้ายที่สุดจะไม่เกิดอะไรขึ้นก็ตาม และผู้คนก็จะลืมเลือนไปว่าใครเป็นผู้เสนอข่าว ใครเป็นคนให้ข่าว แต่สิ่งที่ผู้คนจะจำได้แม่นก็คือ ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ เมื่อถึงคราวที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ผู้คนก็จะขาดความใส่ใจต่อคำเตือนหรือคำประกาศ ความเสียหายร้ายแรงจากความประมาทก็จะตามมามากกว่าที่ควรจะเป็น
            จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ยังมีสิ่งที่นักวิชาการควรชี้นำและสื่อมวลชนควรให้ความสนใจนำเสนอเป็นข่าว ให้มากก็คือ ภาพความมีระเบียบวินัยของผู้ประสพภัยชาวญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะต้องเผชิญกับความสูญเสียและความยากลำบากอย่างแสนสาหัส แต่กลับไม่ค่อยเห็นมีใครออกมาโวยวายตีโพยตีพาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในความสงบ และพยายามช่วยเหลือตัวเองไปตามสภาพ(ดูมีสติและมีความเข้าใจต่อสถานการณ์เป็น อย่างดี) ไม่ยื้อแย่งขอความช่วยเหลือกันให้เป็นที่วุ่นวายโกลาหล มีแต่ช่วยเหลือกันและแบ่งปันกันตามมีตามเกิด


              พฤติกรรมเช่นนี้ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทย ได้ยึดถือเมื่อมีเหตุการณ์คับขัน เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ และอาสาสมัครที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ปฏิบัติงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ก็พยายามทุ่มเทให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่ประสพภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้ต้องยอมรับว่า น้ำใจของคนไทยเรา ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยกว่าคนญี่ปุ่น จะมีบ้างที่เข้ามาเบียดบังผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การยักยอกเอาสิ่งของไว้เพื่อตนเองหรือพรรคพวกญาติพี่น้อง และการแอบอ้างเอาชื่อเอาหน้าเพื่อหาเสียง เป็นต้น ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ก็คือ เหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา ที่มีแต่การร้องเรียนว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควรและการกล่าวหากัน เรื่องคอร์รัปชั่นต่างๆนานา
              ถึงแม้วันนี้คนไทยยังโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเหมือนชาว ญี่ปุ่น แต่อนาคตนั้นยังไม่อาจวางใจได้ เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นมีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งนับวันจะรุนแรงและมีความถี่ในการเกิดมากขึ้นเป็นลำดับ คนไทยจึงไม่ควรตื่นตระหนกไปกับความเห็นหรือการชี้นำของนักวิชาการ(บางราย) มากนัก รวมทั้งข้อมูลข่าวสารและข้อความสั้น ที่ไม่มีการกลั่นกรองจาก SMS หรือ E-mail ด้วย แต่ควรใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นบทเรียน ที่ต้องจดจำสำหรับเหตุการณ์ในวันหน้า และควรยึดถือแบบอย่างที่ดีของคนญี่ปุ่นในการเผชิญกับวิกฤติในครั้งนี้ไว้ ปฏิบัติด้วย เพราะนี่คือสิ่งที่คนไทยควรได้ตระหนักอย่างแท้จริงสำหรับความไม่แน่นอน ของอนาคต


ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 

3 ความคิดเห็น:

น่ากลัวจริงๆ
ช่วยกันรักษาธรรมชาติด้วยหละกัน
ถึงจะช่วยได้ไม่มากแต่ก็ยังคงน้อยกว่าเดิม
.............

สรรพสิิ่ิงในสากลย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอากาศร้อนและหนาวอย่างรุนแรง ฝน ลูกเห็บ หรือหิมะตกหนัก น้ำท่วม โคลนถล่ม พายุใหญ่ ภัยแล้ง ไฟป่า แล้วตัวเราจะปรับตัว/เรียนรู้อยู่กับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรเพื่อเอาตัวรอดอย่าชาญฉลาด

น่ากลัวสุดๆเลย

แสดงความคิดเห็น

ปฎิทินของฉัน

หารัยหม่ำๆกัน

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More