1 เมษายน 2554

ทฤษฎีการปฏิวัติสังคมของเหมา เจ๋อ ตุง

            เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงวิชาการมาร์กซิสต์ว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818 – 1883) และเฟรเดริค เองเกลส์ (Friedrich Engels, 1820 – 1895) เป็นสองบุคคลผู้สถาปนาลัทธิมาร์ก (Marxism) ซึ่งมีฐานคิดอยู่บน วัตถุนิยมปฏิพัฒนาการ (Dialectical Materialism)  ซึ่ง มาร์กซ์ และ เองเกลส์ ได้สำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายถึงการต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggle) และรากฐานความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านทางระบบเศรษฐกิจ และผลจากการวิเคราะห์ตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ ดังกล่าวก็ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาระบอบสังคมนิยม (Socialism) และ คอมมิวนิสต์ (Communism) ขึ้นในเวลาต่อมา

           อย่าง ไรก็ดีในด้านทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ อาจกล่าวได้ว่า เลนิน (V.I.Lenin, 1870-1924) คือผู้ที่นำพาลัทธิมาร์กซ์ไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยการปฏิวัติ เลนินได้ขับเคลื่อนการปฏิวัติตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ (Marxian Revolution) จากจุดยืนเดิมที่มาร์กซ์ระบุไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้นสังคมทุนนิยมอันก้าวหน้าไป สู่การปฏิวัติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับรัฐทุกรัฐและสังคมทุกสังคม โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา โดยมีพรรคปฏิวัติ (Revolutionary party) เป็นผู้ปลุกจิตสำนึกของมวลชนบท

            ส่วน เหมา เจ๋อ ตุง (Mao Tse-tung,1893 - ) เป็นผู้ที่เพิ่มเติมและประยุกต์เอาทฤษฎีการปฏิวัติของเลนินหรือลัทธิ มาร์กซิสต์-เลนินนิสม์ มาใช้ในการปฏิวัติจีน ซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาและล้าหลังรวมทั้งยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ จักรวรรดินิยมตะวันตกและการยึดครองของญี่ปุ่น เหมามีความเชื่อว่า ทฤษฎีการปฏิวัติของลัทธิมาร์กซ์ ควรจะต้องถูกนำมาประยุกต์และปรับแต่งให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะมากกว่าการ พยายามยัดเหยียดสถานการณ์ให้เข้ากับทฤษฎี

            ความคิดทางการเมือง ที่สำคัญของเหมาคือการตระหนักว่าในประเทศที่ชนชั้นแรงงาน (Working Class) ไม่มีพลังมากพอหรือไม่สามารถเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติ ชนชั้นอื่นๆ ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับชนชั้นที่ครอบงำ (Dominant Class) ที่มีลักษณะเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับกระฎุมพี (Proletariat and Bourgeoisie) ก็สามารถเกิดความสำนึกทางชนชั้น (class consciousness) รวมทั้งเป็นพลังในการปฏิวัติได้  ในการปฏิวัติจีนเหมาให้ความสำคัญกับชนชั้นชาวนา (peasantry) ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน  เหมาเห็นด้วยกับเลนินว่า การปฏิวัติควรจะเกิดขึ้นด้วยการชี้นำจากกลุ่มตัวแทนของชนชั้นแรงงาน ซึ่งก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำมวลชน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมวลชนตามทรรศนะของเหมานั้น จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นมากกว่าที่ เลนินได้เสนอไว้  โดยแม้ว่าพรรคจะเป็นผู้ปลุกจิตสำนึกจากมวลชนก็ตาม แต่พรรคก็ต้องเรียนรู้จากมวลชนไปพร้อมๆกัน

             ความคิดตามแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ของเหมา ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมวลชนอย่างมาก โดยเหมาระบุว่า พรรคต้องรับความคิดอ่านจากมวลชน แล้วจึงคิดอธิบายด้วยทฤษฎี เพื่อนำกลับไปโฆษณาต่อมวลชนเพื่อให้มวลชนยอมรับทฤษฎีของพรรค เหมามองว่าการกระทำของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวภายในพรรคเพื่อให้เกิดการ บังคับให้กระทำตาม เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะเป็นการกระโดดข้ามความสำนึกทางการเมืองของมวลชน

            ในช่วงเวลาที่เหมาวิเคราะห์ความขัดแย้งในสังคมจีนคือในช่วงทศวรรษที่ 1930 นั้น มีพลังขัดแย้งที่สำคัญเกิดขึ้นสองชุดด้วยกันคือความขัดแย้งระหว่างระบบ ศักดินา (Feudalism) กับมวลชน (Mass People) และความขัดแย้งระหว่างประชาชาติจีนกับจักรพรรดินิยม (Imperialism) ซึ่งก็คือญี่ปุ่น เหมามองว่าความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั้น เป็นความขัดแย้งพื้นฐาน เพราะการรุกรานจีนของญี่ปุ่นเป็นการทำลายสังคมของจีนโดยตรง ที่สำคัญยังทำให้ธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นต้องเปลี่ยนแปลงกล่าว คือทุกชนชั้นมุ่งที่ความอยู่รอด ดังนั้น การต่อสู้กับจักรพรรดินิยมจึงถือเป็นการต่อสู้หลักและเป็นการต่อสู้ของชาว จีนทั้งมวล ทำให้ภายใต้ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ ประชากรจีนทุกคนถือได้ว่าเป็นชนชั้นนักปฏิวัติ (Revolutionary Class)

           ในการระดมมวลชนเพื่อต่อสู้กับจักรพรรดินิยม เหมาเชื่อว่าจำเป็นต้องมีการจัดตั้งกองกำลังแนวร่วม (United Front) ขึ้น โดยภายในกองกำลังแนวร่วมจะต้องประกอบด้วยชนชั้นทุกชนชั้นไม่เว้นแม้กระทั่งชนชั้นศัตรู” (enemy classes) โดยเหมาเสนอว่าชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาอาจเอาพวกกระฎุมพีแห่งชาติ (National Bourgeoisie) และพวกกระฎุมพีน้อย (Petty Bourgeoisie) มาเป็นพันธมิตรในการปฏิวัติได้

             เหมา เสนอให้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติ เป็นรัฐบาลเผด็จการร่วมของ 4 ชนชั้นคือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา กระฎุมพีน้อยและกระฎุมพีแห่งชาติ โดยมีชนชั้นกรรมาชีพและพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเด็ดขาด โดยเหมาชี้ว่า รัฐบาลปฏิวัติต้องการรวมเอากลุ่มพลังทั้งหมดที่ต่อต้านจักรพรรดินิยมและต่อต้านศักดินาเข้าไว้ในคณะรัฐบาลใหม่ รวมทั้งยังต้องการชนชั้นกระฎุมพีแห่งชาติเข้าร่วมเพราะชนชั้นนี้มีความรู้ ทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ แต่เหมาก็เตือนมิให้นำเอากระฎุมพีแห่งชาติขึ้นเป็นผู้นำการปฏิวัติและไม่ควร ให้ชนชั้นนี้ได้อำนาจทางการเมืองที่สำคัญ

              สำหรับ เหมาแล้วกองกำลังแนวร่วมถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ทางสังคม เหมาได้ขยายพลังของการปฏิวัติจากบรรดาชนชั้นกรรมาชีพในเมืองไปสู่ชาวนาใน ชนบท และเชื่อว่าอำนาจที่แท้จริงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากการสนับสนุนจาก มวลชน ด้วยแนวคิดนี้ เหมาประสบความสำเร็จในการสร้างองค์กรพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้มแข็งจนสามารถเอา ชนะฝ่ายก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) และยึดครองแผ่นดินใหญ่ของจีนได้ทั้งประเทศในค.ศ.1949

การ ประยุกต์และตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของเหมาดังกล่าว ได้กลายเป็นความคิดที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาคเอเชีย โดยหลังจากการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐประชาชน” (People Republic) ขึ้นในจีนแล้ว เหมายังคงดำเนินการปฏิวัติต่อไปในจีนสำหรับช่วงหลังปีค.ศ.1949 เหมาเชื่อว่าภัยคุกคามพื้นฐานต่อการปฏิวัติจีนไม่ใช่มาจากญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นจักรวรรดินิยมอเมริกัน อย่างไรก็ตาม เหมาไม่ได้มองว่า ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมอเมริกันในเอเชียเป็นการก้าวถอยหลังไปสู่ยุคจักรพรรดินิยมแต่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขทางประวัติ ศาสตร์ที่แต่ละชาติในเอเชียจะต้องมีการจัดตั้งกองกำลังแนวร่วมแห่งชาติ รวมทั้งยังเป็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในการเสื่อมถอยของลัทธิทุนนิยม ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติในขั้นตอนต่อไป .

1 ความคิดเห็น:

“อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” กล่าวคือ “หลักการของเราคือ พรรคบัญชาปืน จะยอมให้ปืนมาบัญชาพรรคไม่ได้เป็นอันขาด แต่เป็นความจริงที่เมื่อมีปืนแล้ว ก็สามารถสร้างพรรคขึ้นมาได้”
เหมาเจ๋อตุงได้อธิบายหลักพิชัยสงครามนี้ โดยได้อุปมาอุปไมยว่า “ทหารเปรียบเสมือนปลา ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ ถ้าปลาขาดน้ำก็จะตายฉันใด ถ้าทหารอยู่ห่างไกลจากประชาชน ก็จะตายฉันนั้น

แสดงความคิดเห็น

ปฎิทินของฉัน

หารัยหม่ำๆกัน

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More