This is default featured post 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

1 เมษายน 2554

บทความพิเศษแนวหน้า : ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความตื่นตระหนกกับสิ่งที่คนไทยควรตระหนัก  


            ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอากาศร้อนและหนาวอย่างรุนแรง ฝน ลูกเห็บ หรือหิมะตกหนัก น้ำท่วม โคลนถล่ม พายุใหญ่ ภัยแล้ง ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา ได้สร้างความสูญเสียต่อมวลมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องฝนตกหนัก น้ำท่วม และโคลนถล่ม ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเกือบทุกทวีปทั่วโลก จนอาจกล่าวได้ว่า ปี ค.ศ. 2010 เป็นปีแห่งอุทกภัยของศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมาก แม้เพิ่งจะผ่านทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ไปก็ตาม
            ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ (ค.ศ. 2011) แต่ได้เปลี่ยนจากอุทกภัยและธรณีพิบัติ(แผ่นดินไหว) มาเป็นธรณีพิบัติและสึนามิ(Tsunami) โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปี เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้มีคนตายราว 200 คน เมืองไครสต์เชิอร์ชพังเสียหายไปทั้งเมือง และห่างกันยังไม่ถึงเดือน ก็เกิดแผ่นดินไหวในทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่นตามมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นอกจากจากจะทำให้ตึกรามบ้านช่องพังถล่มจากแรงสั่นไหวขนาด 9 ริกเตอร์แล้ว ยังทำให้เกิดสึนามิ ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าร้อยปีซ้ำเติมอีก เมืองเซนได เมืองมิยากิ และอีกหลายเมืองตามชายฝั่งพังยับเยินจากคลื่นสึนามิ ที่สูงร่วมสิบเมตร


           ขณะนี้แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเป็นเท่าไร แต่คาดว่าคงเป็นหลักพันขึ้นไป แม้ยอดผู้เสียชีวิต ทั้งสองเหตุการณ์รวมกันจะยังเทียบไม่ได้กับแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นที่ สาธาณรัฐเฮติ เมื่อวันที่ 12 มกราคมของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีคนตายมากกว่าแสนคน แต่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของเหตุการณ์ในปีนี้ น่าจะสูงกว่าที่เฮติ ยิ่งเกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากผลกระทบของแผ่นดินไหว เป็นเหตุให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารกัมตภาพรังสี ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นภัยเงียบคุกคามซ้ำเติมขึ้นมาอีก ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวญี่ปุ่นและเพื่อนบ้านชาวเอเชีย เป็นอย่างมาก กอรปด้วยเหตุการณ์มาเกิดขึ้นติดๆกันตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งภาพเหตุการณ์ได้ปรากฏ ให้เห็นอย่างชัดเจนหลายแง่หลายมุมทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรทัศน์นั้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ชมทั่วโลกได้มากเป็นอย่างยิ่ง
         สำหรับประเทศไทยและคนไทยนั้น นับว่ามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะมีคนไทย 6 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และมีคนไทยจำนวนนับหมื่นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น มีทั้งที่ไปอยู่อาศัยอย่างถาวร ไปทำงานทำธุรกิจชั่วครั้งชั่วคราว ไปศึกษาหาความรู้ และไปในฐานะนักท่องเที่ยว ดังนั้น ความตื่นตระหนกของคนไทยในเหตุการณ์สองครั้งหลังนี้จึงค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่มีส่วนทำให้ความตื่นตระหนกของคนไทยสูงยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ การออกมาให้ข่าวของนักวิชาการบางราย ที่ขาดความยั้งคิดที่รอบคอบในการให้ข่าว โดยอาศัยการเกาะติดสถานการณ์สำคัญ ใส่สีตีไข่จนเกินเหตุ เพียงเพื่อให้ผู้คนเกิดความสนใจในประเด็นที่นำเสนอตามความเห็นส่วนตน แทนที่จะให้ความรู้ และข้อเท็จจริงด้วยเหตุด้วยผลตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง และตระหนัก ต่อผลที่อาจเกิดตามมาจากการให้ข่าวอย่างผู้ที่มีจรรยาบรรณ
            กรณีตัวอย่างเช่น การที่มีนักวิชาการออกมาคาดการณ์ว่า คลื่นสึนามิ จะมาถึงชายฝั่งภาคใต้ของอ่าวไทยตอนเวลาประมาณตีสี่ตีห้า ทั้งๆที่หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่โดยตรง ก็ยังไม่ประกาศยืนยันเช่นนั้น เพราะมีโอกาสของความเป็นไปได้น้อยมากเป็นอย่างยิ่ง ขนาดสหรัฐอเมริกา ที่มีทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพในการตรวจสอบยังไม่ระบุเช่น นั้น เนื่องจากตำแหน่งของประเทศไทยไม่ได้ตั้งฉากกับแนวหลักในการเคลื่อนที่ของ คลื่นสึนามิ ยิ่งไปกว่านั้น ระยะทางก็อยู่ห่างไกลกันมาก(มากกว่า 5 พันกิโลเมตร) และที่สำคัญที่สุดคือ เส้นทางที่คลื่นสึนามิ จะมาถึงได้นั้นมีทั้งเกาะ(ไต้หวันและฟิลิปปินส์)และผืนแผ่นดิน(เวียดนาม )เป็นอุปสรรคคอยกีดขวางอยู่ ซึ่งหากมาถึงได้ก็คงแทบไม่เหลือพลังที่จะทำลายอะไรได้ แทนที่นักวิชาการจะออกมาให้ความรู้และแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว คอยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงด้วยความไม่ประมาท เช่น ให้คอยติดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น แต่กลับออกมาพูดให้ผู้คนตื่นตระหนกจนแทบจะต้องอพยพทิ้งบ้านทิ้งช่องหนี


             แม้ในที่สุดคลื่นสึนามิ จะมาไม่ถึงอ่าวไทย แต่ก็ยังมีนักวิชาการบางท่านนำเรื่อง การเคลื่อนของแผ่นดินและความเร็วในการหมุนของโลก มาพูดเป็นเรื่องให้คนเกิดข้อกังขาอีก การที่ตำแหน่งของเกาะญี่ปุ่นจะเคลื่อนไปสัก 5-10 เมตรก็เทียบไม่ได้กับเส้นรอบวงของโลกที่ยาวกว่าสี่หมื่นกิโลเมตร หรือความเร็วในการหมุนของโลกที่เปลี่ยนไปก็คำนวณได้ในระดับเศษหนึ่งส่วนล้าน ของวินาทีเท่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่มีผลอะไรเลย นักวิชาการจึงไม่ควรนำเรื่องเหล่านี้มาขยายความให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล การเสนอข่าวและการให้ข่าวในลักษณะที่กล่าวมานี้ แม้ท้ายที่สุดจะไม่เกิดอะไรขึ้นก็ตาม และผู้คนก็จะลืมเลือนไปว่าใครเป็นผู้เสนอข่าว ใครเป็นคนให้ข่าว แต่สิ่งที่ผู้คนจะจำได้แม่นก็คือ ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ เมื่อถึงคราวที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ผู้คนก็จะขาดความใส่ใจต่อคำเตือนหรือคำประกาศ ความเสียหายร้ายแรงจากความประมาทก็จะตามมามากกว่าที่ควรจะเป็น
            จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ยังมีสิ่งที่นักวิชาการควรชี้นำและสื่อมวลชนควรให้ความสนใจนำเสนอเป็นข่าว ให้มากก็คือ ภาพความมีระเบียบวินัยของผู้ประสพภัยชาวญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะต้องเผชิญกับความสูญเสียและความยากลำบากอย่างแสนสาหัส แต่กลับไม่ค่อยเห็นมีใครออกมาโวยวายตีโพยตีพาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในความสงบ และพยายามช่วยเหลือตัวเองไปตามสภาพ(ดูมีสติและมีความเข้าใจต่อสถานการณ์เป็น อย่างดี) ไม่ยื้อแย่งขอความช่วยเหลือกันให้เป็นที่วุ่นวายโกลาหล มีแต่ช่วยเหลือกันและแบ่งปันกันตามมีตามเกิด


              พฤติกรรมเช่นนี้ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทย ได้ยึดถือเมื่อมีเหตุการณ์คับขัน เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ และอาสาสมัครที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ปฏิบัติงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ก็พยายามทุ่มเทให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่ประสพภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้ต้องยอมรับว่า น้ำใจของคนไทยเรา ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยกว่าคนญี่ปุ่น จะมีบ้างที่เข้ามาเบียดบังผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การยักยอกเอาสิ่งของไว้เพื่อตนเองหรือพรรคพวกญาติพี่น้อง และการแอบอ้างเอาชื่อเอาหน้าเพื่อหาเสียง เป็นต้น ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ก็คือ เหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา ที่มีแต่การร้องเรียนว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควรและการกล่าวหากัน เรื่องคอร์รัปชั่นต่างๆนานา
              ถึงแม้วันนี้คนไทยยังโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเหมือนชาว ญี่ปุ่น แต่อนาคตนั้นยังไม่อาจวางใจได้ เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นมีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งนับวันจะรุนแรงและมีความถี่ในการเกิดมากขึ้นเป็นลำดับ คนไทยจึงไม่ควรตื่นตระหนกไปกับความเห็นหรือการชี้นำของนักวิชาการ(บางราย) มากนัก รวมทั้งข้อมูลข่าวสารและข้อความสั้น ที่ไม่มีการกลั่นกรองจาก SMS หรือ E-mail ด้วย แต่ควรใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นบทเรียน ที่ต้องจดจำสำหรับเหตุการณ์ในวันหน้า และควรยึดถือแบบอย่างที่ดีของคนญี่ปุ่นในการเผชิญกับวิกฤติในครั้งนี้ไว้ ปฏิบัติด้วย เพราะนี่คือสิ่งที่คนไทยควรได้ตระหนักอย่างแท้จริงสำหรับความไม่แน่นอน ของอนาคต


ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 

ทฤษฎีการปฏิวัติสังคมของเหมา เจ๋อ ตุง

            เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงวิชาการมาร์กซิสต์ว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818 – 1883) และเฟรเดริค เองเกลส์ (Friedrich Engels, 1820 – 1895) เป็นสองบุคคลผู้สถาปนาลัทธิมาร์ก (Marxism) ซึ่งมีฐานคิดอยู่บน วัตถุนิยมปฏิพัฒนาการ (Dialectical Materialism)  ซึ่ง มาร์กซ์ และ เองเกลส์ ได้สำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายถึงการต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggle) และรากฐานความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านทางระบบเศรษฐกิจ และผลจากการวิเคราะห์ตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ ดังกล่าวก็ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาระบอบสังคมนิยม (Socialism) และ คอมมิวนิสต์ (Communism) ขึ้นในเวลาต่อมา

           อย่าง ไรก็ดีในด้านทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ อาจกล่าวได้ว่า เลนิน (V.I.Lenin, 1870-1924) คือผู้ที่นำพาลัทธิมาร์กซ์ไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยการปฏิวัติ เลนินได้ขับเคลื่อนการปฏิวัติตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ (Marxian Revolution) จากจุดยืนเดิมที่มาร์กซ์ระบุไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้นสังคมทุนนิยมอันก้าวหน้าไป สู่การปฏิวัติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับรัฐทุกรัฐและสังคมทุกสังคม โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา โดยมีพรรคปฏิวัติ (Revolutionary party) เป็นผู้ปลุกจิตสำนึกของมวลชนบท

            ส่วน เหมา เจ๋อ ตุง (Mao Tse-tung,1893 - ) เป็นผู้ที่เพิ่มเติมและประยุกต์เอาทฤษฎีการปฏิวัติของเลนินหรือลัทธิ มาร์กซิสต์-เลนินนิสม์ มาใช้ในการปฏิวัติจีน ซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาและล้าหลังรวมทั้งยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ จักรวรรดินิยมตะวันตกและการยึดครองของญี่ปุ่น เหมามีความเชื่อว่า ทฤษฎีการปฏิวัติของลัทธิมาร์กซ์ ควรจะต้องถูกนำมาประยุกต์และปรับแต่งให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะมากกว่าการ พยายามยัดเหยียดสถานการณ์ให้เข้ากับทฤษฎี

            ความคิดทางการเมือง ที่สำคัญของเหมาคือการตระหนักว่าในประเทศที่ชนชั้นแรงงาน (Working Class) ไม่มีพลังมากพอหรือไม่สามารถเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติ ชนชั้นอื่นๆ ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับชนชั้นที่ครอบงำ (Dominant Class) ที่มีลักษณะเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับกระฎุมพี (Proletariat and Bourgeoisie) ก็สามารถเกิดความสำนึกทางชนชั้น (class consciousness) รวมทั้งเป็นพลังในการปฏิวัติได้  ในการปฏิวัติจีนเหมาให้ความสำคัญกับชนชั้นชาวนา (peasantry) ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน  เหมาเห็นด้วยกับเลนินว่า การปฏิวัติควรจะเกิดขึ้นด้วยการชี้นำจากกลุ่มตัวแทนของชนชั้นแรงงาน ซึ่งก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำมวลชน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมวลชนตามทรรศนะของเหมานั้น จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นมากกว่าที่ เลนินได้เสนอไว้  โดยแม้ว่าพรรคจะเป็นผู้ปลุกจิตสำนึกจากมวลชนก็ตาม แต่พรรคก็ต้องเรียนรู้จากมวลชนไปพร้อมๆกัน

             ความคิดตามแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ของเหมา ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมวลชนอย่างมาก โดยเหมาระบุว่า พรรคต้องรับความคิดอ่านจากมวลชน แล้วจึงคิดอธิบายด้วยทฤษฎี เพื่อนำกลับไปโฆษณาต่อมวลชนเพื่อให้มวลชนยอมรับทฤษฎีของพรรค เหมามองว่าการกระทำของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวภายในพรรคเพื่อให้เกิดการ บังคับให้กระทำตาม เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะเป็นการกระโดดข้ามความสำนึกทางการเมืองของมวลชน

            ในช่วงเวลาที่เหมาวิเคราะห์ความขัดแย้งในสังคมจีนคือในช่วงทศวรรษที่ 1930 นั้น มีพลังขัดแย้งที่สำคัญเกิดขึ้นสองชุดด้วยกันคือความขัดแย้งระหว่างระบบ ศักดินา (Feudalism) กับมวลชน (Mass People) และความขัดแย้งระหว่างประชาชาติจีนกับจักรพรรดินิยม (Imperialism) ซึ่งก็คือญี่ปุ่น เหมามองว่าความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั้น เป็นความขัดแย้งพื้นฐาน เพราะการรุกรานจีนของญี่ปุ่นเป็นการทำลายสังคมของจีนโดยตรง ที่สำคัญยังทำให้ธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นต้องเปลี่ยนแปลงกล่าว คือทุกชนชั้นมุ่งที่ความอยู่รอด ดังนั้น การต่อสู้กับจักรพรรดินิยมจึงถือเป็นการต่อสู้หลักและเป็นการต่อสู้ของชาว จีนทั้งมวล ทำให้ภายใต้ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ ประชากรจีนทุกคนถือได้ว่าเป็นชนชั้นนักปฏิวัติ (Revolutionary Class)

           ในการระดมมวลชนเพื่อต่อสู้กับจักรพรรดินิยม เหมาเชื่อว่าจำเป็นต้องมีการจัดตั้งกองกำลังแนวร่วม (United Front) ขึ้น โดยภายในกองกำลังแนวร่วมจะต้องประกอบด้วยชนชั้นทุกชนชั้นไม่เว้นแม้กระทั่งชนชั้นศัตรู” (enemy classes) โดยเหมาเสนอว่าชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาอาจเอาพวกกระฎุมพีแห่งชาติ (National Bourgeoisie) และพวกกระฎุมพีน้อย (Petty Bourgeoisie) มาเป็นพันธมิตรในการปฏิวัติได้

             เหมา เสนอให้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติ เป็นรัฐบาลเผด็จการร่วมของ 4 ชนชั้นคือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา กระฎุมพีน้อยและกระฎุมพีแห่งชาติ โดยมีชนชั้นกรรมาชีพและพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเด็ดขาด โดยเหมาชี้ว่า รัฐบาลปฏิวัติต้องการรวมเอากลุ่มพลังทั้งหมดที่ต่อต้านจักรพรรดินิยมและต่อต้านศักดินาเข้าไว้ในคณะรัฐบาลใหม่ รวมทั้งยังต้องการชนชั้นกระฎุมพีแห่งชาติเข้าร่วมเพราะชนชั้นนี้มีความรู้ ทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ แต่เหมาก็เตือนมิให้นำเอากระฎุมพีแห่งชาติขึ้นเป็นผู้นำการปฏิวัติและไม่ควร ให้ชนชั้นนี้ได้อำนาจทางการเมืองที่สำคัญ

              สำหรับ เหมาแล้วกองกำลังแนวร่วมถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ทางสังคม เหมาได้ขยายพลังของการปฏิวัติจากบรรดาชนชั้นกรรมาชีพในเมืองไปสู่ชาวนาใน ชนบท และเชื่อว่าอำนาจที่แท้จริงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากการสนับสนุนจาก มวลชน ด้วยแนวคิดนี้ เหมาประสบความสำเร็จในการสร้างองค์กรพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้มแข็งจนสามารถเอา ชนะฝ่ายก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) และยึดครองแผ่นดินใหญ่ของจีนได้ทั้งประเทศในค.ศ.1949

การ ประยุกต์และตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของเหมาดังกล่าว ได้กลายเป็นความคิดที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาคเอเชีย โดยหลังจากการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐประชาชน” (People Republic) ขึ้นในจีนแล้ว เหมายังคงดำเนินการปฏิวัติต่อไปในจีนสำหรับช่วงหลังปีค.ศ.1949 เหมาเชื่อว่าภัยคุกคามพื้นฐานต่อการปฏิวัติจีนไม่ใช่มาจากญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นจักรวรรดินิยมอเมริกัน อย่างไรก็ตาม เหมาไม่ได้มองว่า ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมอเมริกันในเอเชียเป็นการก้าวถอยหลังไปสู่ยุคจักรพรรดินิยมแต่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขทางประวัติ ศาสตร์ที่แต่ละชาติในเอเชียจะต้องมีการจัดตั้งกองกำลังแนวร่วมแห่งชาติ รวมทั้งยังเป็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในการเสื่อมถอยของลัทธิทุนนิยม ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติในขั้นตอนต่อไป .

ปฎิทินของฉัน

หารัยหม่ำๆกัน

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More