This is default featured post 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

1 เมษายน 2554

บทความพิเศษแนวหน้า : ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความตื่นตระหนกกับสิ่งที่คนไทยควรตระหนัก  


            ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอากาศร้อนและหนาวอย่างรุนแรง ฝน ลูกเห็บ หรือหิมะตกหนัก น้ำท่วม โคลนถล่ม พายุใหญ่ ภัยแล้ง ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา ได้สร้างความสูญเสียต่อมวลมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องฝนตกหนัก น้ำท่วม และโคลนถล่ม ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเกือบทุกทวีปทั่วโลก จนอาจกล่าวได้ว่า ปี ค.ศ. 2010 เป็นปีแห่งอุทกภัยของศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมาก แม้เพิ่งจะผ่านทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ไปก็ตาม
            ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ (ค.ศ. 2011) แต่ได้เปลี่ยนจากอุทกภัยและธรณีพิบัติ(แผ่นดินไหว) มาเป็นธรณีพิบัติและสึนามิ(Tsunami) โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปี เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้มีคนตายราว 200 คน เมืองไครสต์เชิอร์ชพังเสียหายไปทั้งเมือง และห่างกันยังไม่ถึงเดือน ก็เกิดแผ่นดินไหวในทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่นตามมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นอกจากจากจะทำให้ตึกรามบ้านช่องพังถล่มจากแรงสั่นไหวขนาด 9 ริกเตอร์แล้ว ยังทำให้เกิดสึนามิ ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าร้อยปีซ้ำเติมอีก เมืองเซนได เมืองมิยากิ และอีกหลายเมืองตามชายฝั่งพังยับเยินจากคลื่นสึนามิ ที่สูงร่วมสิบเมตร


           ขณะนี้แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเป็นเท่าไร แต่คาดว่าคงเป็นหลักพันขึ้นไป แม้ยอดผู้เสียชีวิต ทั้งสองเหตุการณ์รวมกันจะยังเทียบไม่ได้กับแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นที่ สาธาณรัฐเฮติ เมื่อวันที่ 12 มกราคมของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีคนตายมากกว่าแสนคน แต่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของเหตุการณ์ในปีนี้ น่าจะสูงกว่าที่เฮติ ยิ่งเกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากผลกระทบของแผ่นดินไหว เป็นเหตุให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารกัมตภาพรังสี ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นภัยเงียบคุกคามซ้ำเติมขึ้นมาอีก ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวญี่ปุ่นและเพื่อนบ้านชาวเอเชีย เป็นอย่างมาก กอรปด้วยเหตุการณ์มาเกิดขึ้นติดๆกันตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งภาพเหตุการณ์ได้ปรากฏ ให้เห็นอย่างชัดเจนหลายแง่หลายมุมทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรทัศน์นั้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ชมทั่วโลกได้มากเป็นอย่างยิ่ง
         สำหรับประเทศไทยและคนไทยนั้น นับว่ามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะมีคนไทย 6 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และมีคนไทยจำนวนนับหมื่นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น มีทั้งที่ไปอยู่อาศัยอย่างถาวร ไปทำงานทำธุรกิจชั่วครั้งชั่วคราว ไปศึกษาหาความรู้ และไปในฐานะนักท่องเที่ยว ดังนั้น ความตื่นตระหนกของคนไทยในเหตุการณ์สองครั้งหลังนี้จึงค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่มีส่วนทำให้ความตื่นตระหนกของคนไทยสูงยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ การออกมาให้ข่าวของนักวิชาการบางราย ที่ขาดความยั้งคิดที่รอบคอบในการให้ข่าว โดยอาศัยการเกาะติดสถานการณ์สำคัญ ใส่สีตีไข่จนเกินเหตุ เพียงเพื่อให้ผู้คนเกิดความสนใจในประเด็นที่นำเสนอตามความเห็นส่วนตน แทนที่จะให้ความรู้ และข้อเท็จจริงด้วยเหตุด้วยผลตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง และตระหนัก ต่อผลที่อาจเกิดตามมาจากการให้ข่าวอย่างผู้ที่มีจรรยาบรรณ
            กรณีตัวอย่างเช่น การที่มีนักวิชาการออกมาคาดการณ์ว่า คลื่นสึนามิ จะมาถึงชายฝั่งภาคใต้ของอ่าวไทยตอนเวลาประมาณตีสี่ตีห้า ทั้งๆที่หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่โดยตรง ก็ยังไม่ประกาศยืนยันเช่นนั้น เพราะมีโอกาสของความเป็นไปได้น้อยมากเป็นอย่างยิ่ง ขนาดสหรัฐอเมริกา ที่มีทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพในการตรวจสอบยังไม่ระบุเช่น นั้น เนื่องจากตำแหน่งของประเทศไทยไม่ได้ตั้งฉากกับแนวหลักในการเคลื่อนที่ของ คลื่นสึนามิ ยิ่งไปกว่านั้น ระยะทางก็อยู่ห่างไกลกันมาก(มากกว่า 5 พันกิโลเมตร) และที่สำคัญที่สุดคือ เส้นทางที่คลื่นสึนามิ จะมาถึงได้นั้นมีทั้งเกาะ(ไต้หวันและฟิลิปปินส์)และผืนแผ่นดิน(เวียดนาม )เป็นอุปสรรคคอยกีดขวางอยู่ ซึ่งหากมาถึงได้ก็คงแทบไม่เหลือพลังที่จะทำลายอะไรได้ แทนที่นักวิชาการจะออกมาให้ความรู้และแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว คอยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงด้วยความไม่ประมาท เช่น ให้คอยติดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น แต่กลับออกมาพูดให้ผู้คนตื่นตระหนกจนแทบจะต้องอพยพทิ้งบ้านทิ้งช่องหนี


             แม้ในที่สุดคลื่นสึนามิ จะมาไม่ถึงอ่าวไทย แต่ก็ยังมีนักวิชาการบางท่านนำเรื่อง การเคลื่อนของแผ่นดินและความเร็วในการหมุนของโลก มาพูดเป็นเรื่องให้คนเกิดข้อกังขาอีก การที่ตำแหน่งของเกาะญี่ปุ่นจะเคลื่อนไปสัก 5-10 เมตรก็เทียบไม่ได้กับเส้นรอบวงของโลกที่ยาวกว่าสี่หมื่นกิโลเมตร หรือความเร็วในการหมุนของโลกที่เปลี่ยนไปก็คำนวณได้ในระดับเศษหนึ่งส่วนล้าน ของวินาทีเท่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่มีผลอะไรเลย นักวิชาการจึงไม่ควรนำเรื่องเหล่านี้มาขยายความให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล การเสนอข่าวและการให้ข่าวในลักษณะที่กล่าวมานี้ แม้ท้ายที่สุดจะไม่เกิดอะไรขึ้นก็ตาม และผู้คนก็จะลืมเลือนไปว่าใครเป็นผู้เสนอข่าว ใครเป็นคนให้ข่าว แต่สิ่งที่ผู้คนจะจำได้แม่นก็คือ ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ เมื่อถึงคราวที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ผู้คนก็จะขาดความใส่ใจต่อคำเตือนหรือคำประกาศ ความเสียหายร้ายแรงจากความประมาทก็จะตามมามากกว่าที่ควรจะเป็น
            จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ยังมีสิ่งที่นักวิชาการควรชี้นำและสื่อมวลชนควรให้ความสนใจนำเสนอเป็นข่าว ให้มากก็คือ ภาพความมีระเบียบวินัยของผู้ประสพภัยชาวญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะต้องเผชิญกับความสูญเสียและความยากลำบากอย่างแสนสาหัส แต่กลับไม่ค่อยเห็นมีใครออกมาโวยวายตีโพยตีพาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในความสงบ และพยายามช่วยเหลือตัวเองไปตามสภาพ(ดูมีสติและมีความเข้าใจต่อสถานการณ์เป็น อย่างดี) ไม่ยื้อแย่งขอความช่วยเหลือกันให้เป็นที่วุ่นวายโกลาหล มีแต่ช่วยเหลือกันและแบ่งปันกันตามมีตามเกิด


              พฤติกรรมเช่นนี้ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทย ได้ยึดถือเมื่อมีเหตุการณ์คับขัน เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ และอาสาสมัครที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ปฏิบัติงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ก็พยายามทุ่มเทให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่ประสพภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้ต้องยอมรับว่า น้ำใจของคนไทยเรา ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยกว่าคนญี่ปุ่น จะมีบ้างที่เข้ามาเบียดบังผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การยักยอกเอาสิ่งของไว้เพื่อตนเองหรือพรรคพวกญาติพี่น้อง และการแอบอ้างเอาชื่อเอาหน้าเพื่อหาเสียง เป็นต้น ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ก็คือ เหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา ที่มีแต่การร้องเรียนว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควรและการกล่าวหากัน เรื่องคอร์รัปชั่นต่างๆนานา
              ถึงแม้วันนี้คนไทยยังโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเหมือนชาว ญี่ปุ่น แต่อนาคตนั้นยังไม่อาจวางใจได้ เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นมีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งนับวันจะรุนแรงและมีความถี่ในการเกิดมากขึ้นเป็นลำดับ คนไทยจึงไม่ควรตื่นตระหนกไปกับความเห็นหรือการชี้นำของนักวิชาการ(บางราย) มากนัก รวมทั้งข้อมูลข่าวสารและข้อความสั้น ที่ไม่มีการกลั่นกรองจาก SMS หรือ E-mail ด้วย แต่ควรใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นบทเรียน ที่ต้องจดจำสำหรับเหตุการณ์ในวันหน้า และควรยึดถือแบบอย่างที่ดีของคนญี่ปุ่นในการเผชิญกับวิกฤติในครั้งนี้ไว้ ปฏิบัติด้วย เพราะนี่คือสิ่งที่คนไทยควรได้ตระหนักอย่างแท้จริงสำหรับความไม่แน่นอน ของอนาคต


ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 

ทฤษฎีการปฏิวัติสังคมของเหมา เจ๋อ ตุง

            เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงวิชาการมาร์กซิสต์ว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818 – 1883) และเฟรเดริค เองเกลส์ (Friedrich Engels, 1820 – 1895) เป็นสองบุคคลผู้สถาปนาลัทธิมาร์ก (Marxism) ซึ่งมีฐานคิดอยู่บน วัตถุนิยมปฏิพัฒนาการ (Dialectical Materialism)  ซึ่ง มาร์กซ์ และ เองเกลส์ ได้สำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายถึงการต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggle) และรากฐานความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านทางระบบเศรษฐกิจ และผลจากการวิเคราะห์ตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ ดังกล่าวก็ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาระบอบสังคมนิยม (Socialism) และ คอมมิวนิสต์ (Communism) ขึ้นในเวลาต่อมา

           อย่าง ไรก็ดีในด้านทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ อาจกล่าวได้ว่า เลนิน (V.I.Lenin, 1870-1924) คือผู้ที่นำพาลัทธิมาร์กซ์ไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยการปฏิวัติ เลนินได้ขับเคลื่อนการปฏิวัติตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ (Marxian Revolution) จากจุดยืนเดิมที่มาร์กซ์ระบุไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้นสังคมทุนนิยมอันก้าวหน้าไป สู่การปฏิวัติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับรัฐทุกรัฐและสังคมทุกสังคม โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา โดยมีพรรคปฏิวัติ (Revolutionary party) เป็นผู้ปลุกจิตสำนึกของมวลชนบท

            ส่วน เหมา เจ๋อ ตุง (Mao Tse-tung,1893 - ) เป็นผู้ที่เพิ่มเติมและประยุกต์เอาทฤษฎีการปฏิวัติของเลนินหรือลัทธิ มาร์กซิสต์-เลนินนิสม์ มาใช้ในการปฏิวัติจีน ซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาและล้าหลังรวมทั้งยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ จักรวรรดินิยมตะวันตกและการยึดครองของญี่ปุ่น เหมามีความเชื่อว่า ทฤษฎีการปฏิวัติของลัทธิมาร์กซ์ ควรจะต้องถูกนำมาประยุกต์และปรับแต่งให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะมากกว่าการ พยายามยัดเหยียดสถานการณ์ให้เข้ากับทฤษฎี

            ความคิดทางการเมือง ที่สำคัญของเหมาคือการตระหนักว่าในประเทศที่ชนชั้นแรงงาน (Working Class) ไม่มีพลังมากพอหรือไม่สามารถเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติ ชนชั้นอื่นๆ ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับชนชั้นที่ครอบงำ (Dominant Class) ที่มีลักษณะเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับกระฎุมพี (Proletariat and Bourgeoisie) ก็สามารถเกิดความสำนึกทางชนชั้น (class consciousness) รวมทั้งเป็นพลังในการปฏิวัติได้  ในการปฏิวัติจีนเหมาให้ความสำคัญกับชนชั้นชาวนา (peasantry) ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน  เหมาเห็นด้วยกับเลนินว่า การปฏิวัติควรจะเกิดขึ้นด้วยการชี้นำจากกลุ่มตัวแทนของชนชั้นแรงงาน ซึ่งก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำมวลชน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมวลชนตามทรรศนะของเหมานั้น จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นมากกว่าที่ เลนินได้เสนอไว้  โดยแม้ว่าพรรคจะเป็นผู้ปลุกจิตสำนึกจากมวลชนก็ตาม แต่พรรคก็ต้องเรียนรู้จากมวลชนไปพร้อมๆกัน

             ความคิดตามแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ของเหมา ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับมวลชนอย่างมาก โดยเหมาระบุว่า พรรคต้องรับความคิดอ่านจากมวลชน แล้วจึงคิดอธิบายด้วยทฤษฎี เพื่อนำกลับไปโฆษณาต่อมวลชนเพื่อให้มวลชนยอมรับทฤษฎีของพรรค เหมามองว่าการกระทำของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวภายในพรรคเพื่อให้เกิดการ บังคับให้กระทำตาม เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะเป็นการกระโดดข้ามความสำนึกทางการเมืองของมวลชน

            ในช่วงเวลาที่เหมาวิเคราะห์ความขัดแย้งในสังคมจีนคือในช่วงทศวรรษที่ 1930 นั้น มีพลังขัดแย้งที่สำคัญเกิดขึ้นสองชุดด้วยกันคือความขัดแย้งระหว่างระบบ ศักดินา (Feudalism) กับมวลชน (Mass People) และความขัดแย้งระหว่างประชาชาติจีนกับจักรพรรดินิยม (Imperialism) ซึ่งก็คือญี่ปุ่น เหมามองว่าความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั้น เป็นความขัดแย้งพื้นฐาน เพราะการรุกรานจีนของญี่ปุ่นเป็นการทำลายสังคมของจีนโดยตรง ที่สำคัญยังทำให้ธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นต้องเปลี่ยนแปลงกล่าว คือทุกชนชั้นมุ่งที่ความอยู่รอด ดังนั้น การต่อสู้กับจักรพรรดินิยมจึงถือเป็นการต่อสู้หลักและเป็นการต่อสู้ของชาว จีนทั้งมวล ทำให้ภายใต้ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ ประชากรจีนทุกคนถือได้ว่าเป็นชนชั้นนักปฏิวัติ (Revolutionary Class)

           ในการระดมมวลชนเพื่อต่อสู้กับจักรพรรดินิยม เหมาเชื่อว่าจำเป็นต้องมีการจัดตั้งกองกำลังแนวร่วม (United Front) ขึ้น โดยภายในกองกำลังแนวร่วมจะต้องประกอบด้วยชนชั้นทุกชนชั้นไม่เว้นแม้กระทั่งชนชั้นศัตรู” (enemy classes) โดยเหมาเสนอว่าชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาอาจเอาพวกกระฎุมพีแห่งชาติ (National Bourgeoisie) และพวกกระฎุมพีน้อย (Petty Bourgeoisie) มาเป็นพันธมิตรในการปฏิวัติได้

             เหมา เสนอให้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติ เป็นรัฐบาลเผด็จการร่วมของ 4 ชนชั้นคือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา กระฎุมพีน้อยและกระฎุมพีแห่งชาติ โดยมีชนชั้นกรรมาชีพและพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเด็ดขาด โดยเหมาชี้ว่า รัฐบาลปฏิวัติต้องการรวมเอากลุ่มพลังทั้งหมดที่ต่อต้านจักรพรรดินิยมและต่อต้านศักดินาเข้าไว้ในคณะรัฐบาลใหม่ รวมทั้งยังต้องการชนชั้นกระฎุมพีแห่งชาติเข้าร่วมเพราะชนชั้นนี้มีความรู้ ทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ แต่เหมาก็เตือนมิให้นำเอากระฎุมพีแห่งชาติขึ้นเป็นผู้นำการปฏิวัติและไม่ควร ให้ชนชั้นนี้ได้อำนาจทางการเมืองที่สำคัญ

              สำหรับ เหมาแล้วกองกำลังแนวร่วมถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ทางสังคม เหมาได้ขยายพลังของการปฏิวัติจากบรรดาชนชั้นกรรมาชีพในเมืองไปสู่ชาวนาใน ชนบท และเชื่อว่าอำนาจที่แท้จริงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากการสนับสนุนจาก มวลชน ด้วยแนวคิดนี้ เหมาประสบความสำเร็จในการสร้างองค์กรพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้มแข็งจนสามารถเอา ชนะฝ่ายก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) และยึดครองแผ่นดินใหญ่ของจีนได้ทั้งประเทศในค.ศ.1949

การ ประยุกต์และตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของเหมาดังกล่าว ได้กลายเป็นความคิดที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาคเอเชีย โดยหลังจากการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐประชาชน” (People Republic) ขึ้นในจีนแล้ว เหมายังคงดำเนินการปฏิวัติต่อไปในจีนสำหรับช่วงหลังปีค.ศ.1949 เหมาเชื่อว่าภัยคุกคามพื้นฐานต่อการปฏิวัติจีนไม่ใช่มาจากญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นจักรวรรดินิยมอเมริกัน อย่างไรก็ตาม เหมาไม่ได้มองว่า ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมอเมริกันในเอเชียเป็นการก้าวถอยหลังไปสู่ยุคจักรพรรดินิยมแต่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขทางประวัติ ศาสตร์ที่แต่ละชาติในเอเชียจะต้องมีการจัดตั้งกองกำลังแนวร่วมแห่งชาติ รวมทั้งยังเป็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในการเสื่อมถอยของลัทธิทุนนิยม ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติในขั้นตอนต่อไป .

28 มีนาคม 2554

แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ (Approaches in Political Science)

            ด้วยประการที่เป้าหมายหลักของการศึกษารัฐศาสตร์คือ การแสวงหาหนทางหรือการที่จะทำความเข้าใจ (understanding) ถึงที่มาและความเป็นไปของปรากฎการณ์ต่าง ๆ ในทางการเมือง เพื่อที่จะหาคำอธิบายและคาดการณ์แนวโน้มของปรากฎการณ์ดังกล่าวในอนาคต ไม่ว่าจะมีการนำความรู้ด้านนี้ไปใช้เพียงใด หรือไม่ และเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตามการที่จะเข้าใจปรากฎการณ์ทางการเมืองได้อย่าง ชัดเจนนั้น จะต้องอาศัยวิธีการวิเคราะห์เป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งนี้เพราะการวิเคราะห์เป็นการจำแนกสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์ ด้วยการชี้ให้เห็นถึงระดับ ประเภทและทิศทางของความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ในภาวะการณ์หนึ่ง อันทำให้เข้าใจได้ว่าปรากฎการณ์ทางการเมืองนั้นคืออะไร ทำไมจึงเกิดขึ้นและเกิดขึ้นได้อย่างไร 31 หรือกล่าวได้ว่า นักรัฐศาสตร์จะใช้แนวทางการศึกษาวิเคราะห์มาเป็นกรอบความคิด (Conceptual Framework) สำหรับการมองขอบข่าย สาระ และปัญหาของเรื่องรวมหรือปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เขาสนใจ

            ความพยายามที่จะทำความเข้าใจและอธิบายปรากฎการณ์ทางการเมืองนี้ ได้ก่อให้เกิดแนวทางการศึกษาการเมืองหรือรัฐศาสตร์ขึ้นมาอย่างหลากหลาย เริ่มจากแนวทางที่เก่าแก่ที่สุดคือการนำแนวคิดเชิงปรัชญามาใช้พิจารณาและ เลือกเป้าหมายทางการเมืองเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลในเป้าหมายนั้น นอกจากนี้ยังได้แก่ แนวคิดเชิงอำนาจ แนวคิดเรื่องสถาบัน แนวคิดในเรื่องกระบวนการนโยบายสาธารณะ เป็นต้น 32 ซึ่งแต่ละแนวทางก็มีกรอบการมองและวิเคราะห์การเมืองแตกต่างกันลงไปในหลักการ และรายละเอียด ดังจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป

           นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายต่างเห็นพ้องกันว่า ในการศึกษารัฐศาสตร์ซึ่งได้มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณนั้น มิได้มีเพียงแนวทางการวิเคราะห์หรือระเบียบวิธีการศึกษาแบบหนึ่งแบบใดที่ได้ รับการยอมรับกันโดยทั่วไป แม้อาจปรากฎว่าแนวทางการศึกษาวิเคราะห์หรือระเบียบวิธีการศึกษาบางอย่างจะ ได้รักความนิยมในแง่ที่ถูกนำมาใช้เป็นรูปแบบหรือแนวทางในการศึกษากัน อย่างกว้างขวาง แล้วแต่ความพยายามของนักรัฐศาสตร์แต่ละยุคแต่ละสมัยที่ต้องการจะทำความเข้า ใจการเมืองในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ รวมทั้งการอธิบายและการนำเอาเหตุผล ข้อเท็จจริงไปสรุปเพื่อสร้างรูปแบบและแนวความคิดที่จะนำไปประยุกต์ใช้อธิบาย ปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น

          แนวทางการศึกษาวิเคราะห์ (approach) หมายความได้ว่า เป็นวิธีการกว้าง ๆ ในการพิจารณาสืบสาวราวเรื่องหรือตรวจสอบในเรื่องการเมือง 33 ซึ่งแตกต่างไปจากระเบียบวิธีการศึกษา (method) ที่หมายความถึงวิถีทางที่คน ๆ หนึ่งใช้ไนการศึกษา ไม่ว่าจะมีนิยามหรือคำจำกัดความ (definition) หรือแนวทางในการวิเคราะห์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่เป็นระบบหรือไม่ หรือมีการสร้างแบบจำลองหรือตัวแบบ (mode) ของการศึกษาไว้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี พบว่า นักวิชาการยังมีความเห็นแตกต่างกันไปบ้างเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ รัฐศาสตร์ อันเป็นผลมาจากมุมมองหรือทัศนะในการพิจารณาภูมิหลังของรัฐศาสตร์แต่ละแนวทาง การศึกษา ซึ่งผู้เขียนได้นำมารวบรวมไว้ และขอทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า คำว่า แนวทางการศึกษาวิเคราะห์” “แนวทางการศึกษา” “แนวทางการวิเคราะห์แม้จะแตกต่างกันบ้างในเนื้อความ แต่ก็หมายความถึงประการเดียวกันคือ แนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์หรือแนวทางการศึกษาวิเคราะห์การเมือง นั่นเอง

            เดวิด อี แอพเตอร์ (David E. Apter) ในหนังสือเรื่อง “Introduction to Political Analysis” ตีพิมพ์ในปี 1977 ได้แบ่งแนวทางการศึกษาวิเคราะห์การเมืองออกเป็น 6 แนวทาง ดังนี้

             1. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แบบปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)

             แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แบบนี้ ถือได้ว่าเป็นแนวทางที่เก่าแก่ที่สุด โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากปรัชญาสมัยกรีกโบราณ สาระสำคัญของแนวทางการศึกษาวิเคราะห์แบบนี้เป็นการพิจารณาถึงรูปแบบการ ปกครองที่ดี มีความสัมพันธ์กับชีวิตที่ดีของมนุษย์ โดยมุ่งที่จะแสวงหาแนวทางการปรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ให้ใกล้เคียงสอดคล้อง กับคุณค่าหรืออุดมคติที่ดีงามตามทัศนะของนักปรัชญาการเมืองโบราณ แนวทางการวิเคราะห์ของนักปรัชญาการเมืองโบราณเช่น เพลโต้ อริสโตเติ้ล เป็นต้น ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการเสนอแนะแนวทางในการพิจารณาที่มีผลสืบเนื่องมาสู้นัก รัฐศาสตร์ในสมัยปัจจุบันได้แก่  สเตราส์ (Leo Strauss) ที่เห็นว่า กิจกรรมทางการเมืองโดยธรรมชาติเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่านิยม

           2. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับรัฐ

          แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แบบนี้ เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 จากอิทธิพลแนวคิดของมาเคียเวลลี่ (Machiavelli) ซึ่งมองสภาพความเป็นจริงทางการเมืองและได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับชนชั้นนัก ปกครองขึ้นมา ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เรื่องรัฐนี้ได้รับการปรับปรุงไปตามบริบทของสังคม โดยเน้นในเรื่องโครงสร้างแห่งกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการตามรัฐธรรมนูญ หรือมองรัฐในแง่กฎหมายมากขึ้น โดยเน้นถึงการกำเนิดรัฐและรูปแบบลักษณะของรัฐ

            3. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เชิงสถาบันการเมืองการปกครอง

           แนวทางแบบนี้ เน้นในเรื่องของที่มาแห่งอำนาจและการแบ่งแยกอำนาจ โดยการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญและรูปแบบการปกครองและสถาบันในการปกครองได้แก่ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันฝ่ายบริหาร และสถาบันตุลาการ รวมทั้งเน้นไปที่การศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาล ท้องถิ่น คาร์ล ฟรีดริช (Carl J. Friedrich) ในหนังสือเรื่อง “Constitutional governent and politics” ตีพิมพ์ในปี 1937 กล่าวว่า แนวทางการวิเคราะห์การเมืองแบบนี้ มักถูกนำไปใช้ในการศึกษาการปกครองเปรียบเทียบ

          4. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับอำนาจ

           แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แนวนี้ ได้ให้ความสำคัญของการเมืองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจ อันเป็นการกำหนดการมีส่วนร่วมในเรื่องอำนาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะที่มนุษย์พยายามไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งอำนาจเพื่อ การตัดสินใจ และบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ และในแนวคิดนี้ รัฐมิใช่โครงสร้างที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์และกฎหมาย แต่เป็นโครงสร้างของกลุ่มต่าง ๆ ที่แข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและเครื่องมือของรัฐ และจะเห็นได้ว่าแนวทางการศึกษาแบบนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ กลุ่มผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย กระทั่งช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 แนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงอำนาจได้ขยายความสนใจไปศึกษาถึงความสัมพันธ์ทาง อำนาจระหว่างบุคคลกับชุมชนมากข้น อันมีส่วนทำให้รัฐศาสตร์เข้าใกล้ชิดกับสังคมศาสตร์มากขึ้นไปโดยปริยาย

            5. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการตัดสินใจและนโยบายสาธารณะ

           แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แนวนี้ มองว่ารัฐศาสตร์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งได้ก่อรูปขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 จุดสำคัญของแนวการศึกษาวิเคราะห์นี้กล่าวได้ว่าประกอบด้วย การเน้นที่กระบวนการตัดสินตกลงใจ (process of decision-making)และการเน้นที่เนื้อหานโยบาย (policy content)

             ภายหลังปี 1945 เมื่อวิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการรัฐศาสตร์ ได้มีส่วนผลักดันให้แนวการศึกษาวิเคราะห์ที่เน้นกระบวนการตัดสินตกลงใจในแนว แรก บดบังความสำคัญของการเน้นในเรื่องเนื้อหานโยบาย ซึ่งเป็นความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นเรื่องการประเมินค่าและการเสนอ แนะนโยบาย และหลีกเลี่ยงประเด็นข้อถกเถียงถึงความเป็นกฎเกณฑ์อันเป็นสากลเชิงศาสตร์ แต่กระนั้นก็ดี การศึกษาเนื้อหานโยบายก็ได้รับความสนใจจากนักรัฐศาสตร์บางส่วนมรามุ่งศึกษา ผลลัพธ์ต่อสังคมของนโยบาย (policy outcomes) มากขึ้น

               
            6. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เชิงระบบการเมือง

            แนวทางนี้ได้เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1950 โดยเป็นความมุ่งหมายที่จะมองการเมืองให้กว้างไปจากการศึกษาเฉพาะเรื่องของ รัฐและเรื่องของสถาบันทางการเมืองการปกครอง ด้วยการพยายามสร้างทฤษฎีไปใช้ในการวิเคราะห์การเมืองได้ไม่ว่าจะเป็นที่ใดใน โลก โดนมุ่งเน้นศึกษาเรื่องกระบวนการทางการเมือง การทำหน้าที่ต่าง ๆ ของระบบการเมือง มากกว่าโครงสร้างหรือสถาบันทางการเมือง

          สนธิ เตชานันท์ ได้จำแนกแนวทางการวิเคราะห์รัฐศาสตร์ไว้เป็น 3 แนวทาง ประกอบด้วย

           1. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์เชิงนโยบาย (policy approach)

            แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แบบนี้ พิจารณาการเมืองในแง่กระบวนการกำหนดนโยบาย ด้วยการนำแนวคิดเชิงระบบ (system analysis) มาศึกษา อธิบายรวมทั้งเป็นแนวทางการปรับปรุงกระบวนการนำเข้า (input) ส่วนที่ทำหน้าที่แปลงสิ่งนำเข้า (conversion) ส่วนนำออกจากระบบ (output) และส่วนย้อนกลับ (feedback) โดยมีความมุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจและอธิบายการดำเนินการของกระบวนการต่าง ๆ ดังกล่าวจากการสังเกตผลการดำเนินงานเท่าที่จะสามารถกระทำได้ อันเป็นผลให้รัฐศาสตร์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิชาที่เน้นในเรื่องนโยบาย ศาสตร์

             2. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เชิงอำนาจ (power approach)

             แนวทางการศึกษาวิเคราะห์แบบนี้เห็นว่า อำนาจ (power) และการต่อสู้แข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เป็นแก่นสารัตถะหรือเนื้อแท้ของการเมือง ซึ่งแตกต่างไปจากแนวทางการวิเคราะห์เชิงนโยบายอย่างมาก เนื่องจากมิได้ให้ความสนใจมองว่าการเมืองเป็นกระบวนการที่มีระเบียบแบบแผน ตามตัวแบบระบบ (systems model) แต่การเมือง เป็นการต่อสู้แข่งขันและการแสดงออกเชิงอิทธิพลของคนหรือกลุ่มคนที่ครอบงำต่อ การทำงานของระบบการเมือง ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวิเคราะห์การเมืองแนวนี้ จึงมีสาระสำคัญในการศึกษาถึงประเด็นการได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ และการคงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมืองโดยเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและสอด คล้องกับความเป็นจริงมากที่สุดในการทำความเข้าใจและอธิบายถึงคงามพ่ายแพ้และ ชัยชนะทางการเมืองได้

               
             3. แนวทางการศึกษาวิเคราะห์เชิงศิลธรรมหรือเป้าหมาย (moral and goals approach)

             แนวทางการศึกษาแบบนี้ มิได้ให้ความสนใจต่อกระบวนการของระบบการเมืองและอำนาจทางการเมืองเช่นเดียว กับแนวทาง 2 แนวทางที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่เป็นการพิจารณาถึงทิศทางและเป้าหมายของการเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยลักษณะทางศิลธรรม รูปแบบพื้นฐานของความชอบ ความถูกต้อง และความเหมาะสมทางการเมือง ซึ่งก็ต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดของขอบเขตอำนาจทางการเมือง อันดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักต่อการทำความเข้าใจ และมักปรากฎว่ามีนักรัฐศาสตร์จำนวนน้อยที่เห็นด้วยกับแนวทางการศึกษาแนวนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์เชิงนโยบายและเชิง อำนาจเช่นที่ได้กล่าวถึงแล้ว

            กล่าวโดยสรุป จากแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า รัฐศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งที่เก่าแก่ซึ่งเกิดขึ้นมาควบคู่กับสังคมมนุษย์ในยุค สมัยที่เริ่มมีการรวมกลุ่มปกครองตนเองและสังคมอย่างชัดเจน นับย้อนไปได้ถึงยุคกรีกโบราณเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว โดยเป็นวิชาที่ศึกษาถึงลักษณะและวัตถุประสงค์และการจัดองค์กรของรัฐ รวมถึงระบบการเมืองการปกครองและสถาบันเกี่ยวกับการเมืองการปกครองโดยได้ วิวัฒนาการเชิงลักษณะวิชาผ่านยุคสมัยที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และยุคสมัยใหม่ ดังที่ได้แบ่งยุคการศึกษารัฐศาสตร์ให้เห็นกันไปแล้ว กระนั้น วิวัฒนาการของการศึกษารัฐศาสตร์ดังกล่าว ก็ล้วนแล้วแต่กำเนิดเกิดขึ้นและเป็นไปในบริบทของสังคม และเติบโตไปตามพลังทางเศรษฐกิจการเมืองของสังคมตะวันตก เนื้อหาสาระของแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ก็ได้แตกต่างกันไปตามสภาวะการณ์ปัญหา ทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัยตามทัศนะของนักคิดนัก ปรัชญาการเมืองในยุคนั้นเป็นสำคัญ และเนื่องจากแนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์ที่แตกต่างกันหลากหลายดัง กล่าว นักวิชาการรัฐศาสตร์บางรายหรือบางสำนักจึงอาจนิยมชมชอบแนวทางการศึกษาแนวใด แนวหนึ่งเป็นการเฉพาะ ในขณะที่หลายรายอาจนำเอาแนวทางการศึกษาหลายแนวมาผสมผสานกัน ซึ่งได้ส่งผลให้ขอบเขตของการศึกษากว้างขวางออกไป ในบางยุคสมัย แนวทางการศึกษาหนึ่งอาจได้รับความนิยมอย่างโดดเด่น ในขณะที่บางแนวการศึกษาอาจไม่ได้รับการยอมรับและถูกต้อง       วิพารษ์วิจารณ์ถึงความถูกต้องเหมาะสมต่อการนำเอามาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ทางการ เมืองที่เกิดขึ้น ดังเช่น แม้รัฐศาสตร์ยุคใหม่จะนิยมแนวทางการศึกษาแบบประจักษ์นิยมเชิงตรรก (logical positivism) ซึ่งเป็นแนวทางและระเบียบวิธีการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์อย่างหนึ่งที่ไม่มี การตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี หรือปราศจากค่านิยมต่อสิ่งที่ศึกษา ( value-free judgement) และมีความเป็นวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ความเป็นเหตุเป็นผล (casuality) และความเป็นจริงของสิ่งที่นำมาศึกษา หรือที่เรียกกันว่าการศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมศาสตร์ (behavioralism)” ที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ในระยะต่อมา ได้มีนักรัฐศาสตร์ยุคใหม่ได้โต้แย้งว่า แท้จริงแล้วรัฐศาสตร์ที่ปราศจากคุณค่าหรือค่านิยม และอคติ อันเป็นสาระสำคัญของการศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมนิยมนั้น หาได้เป็นความจริงแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากการเลือกประเด็นที่จะศึกษาก็เป็นการตัดสินใจที่แฝงคุณค่าหรือค่า นิยมต่อเรื่องนั้นอยู่แล้ว เช่น การศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองและสถาบันทางการเมืองโดยละเลยที่จะพิจารณา บทบาทของรัฐ นโยบายของรัฐและรูปแบบทางการเมืองการปกครอง ก็ย่อมเป็นข้อสรุปเบื้องต้นอย่างกลาย ๆ อยู่แล้วว่า ผู้ศึกษามองรูปแบบการปกครองของรัฐนั้นว่าเหมาะสมอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องของการแสดงฝักฝ่ายในการศึกษาอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ การที่รัฐศาสตร์ล้วนพัวพันกับอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองการปกครองและการ แบ่งสรรผลประโยชน์หรือคุณค่าต่าง ๆ ในสังคม ก็ยังเป็นสิ่งที่สะท้องให้เห็นว่าความเป็นกลาง (neutrality) และความเป็นศาสตร์ (science) อย่างแท้จริงของรัฐศาสตร์แนวพฤติกรรมนิยมนี้ หาได้เป็นเช่นดังที่ เนวิล จอห์นสัน (Nevil Johnson) กล่าวไว้แต่อย่างใดเลย

             แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการรัฐศาสตร์ว่า แนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์นั้น พอจะแบ่งออกได้เป็น 6 แนวทางใหญ่ ๆ คือ

             1. การศึกษาเรื่องรัฐบทบาทและหน้าที่ของรัฐ

             2. การศึกษาเรื่องสถาบันทางการเมืองและการปกครอง ที่มาแห่งอำนาจ การบ่งสรรอำนาจและรูปแบบการปกครอง

             3. การศึกษาเรื่องอำนาจ ผู้ครอบอำนาจ การใช้อำนาจหน้าที่

             4. การศึกษาเรื่องการตัดสินตกลงใจและนโยบายสาธารณะ

             5. การศึกษาเรื่องพฤติกรรมทางการเมือง เช่น การรวมกลุ่ม การลงคะแนนเสียง และทัศนคติทางการเมือง

             6. การศึกษารัฐศาสตร์โดยพิจารณาถึงปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่เรียกว่า สังคมวิทยาการเมือง (Political Sociology) และ เศรษฐกิจการเมือง (Political economy)

            ระเบียบวิธีการศึกษารัฐศาสตร์ (Methodology in Political Science)

            ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ระเบียบวิธีการศึกษา หมายความถึง วิถีทางที่คน ๆ หนึ่งใช้ในการศึกษา ไม่ว่าจะนิยามหรือคำจำกัดความ หรือแนวทางในการวิเคราะห์ อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่เป็นระบบหรือไม่ มีการสร้างแบบจำลองหรือตัวแบบของการศึกษาไว้หรือไม่ก็ตาม ระเบียบวิธีการศึกษาแต่ละแบบที่มีอยู่ในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์นั้น จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักรัฐศาสตร์สามารถทำความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับ เรื่องการเมืองได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น เกิดความรู้ความเข้าใจที่เที่ยงตรง และเนื่องจากรัฐศาสตร์มิได้กล่าวถึงเพียงแต่เรื่องการเมืองการปกครองประการ เดียว แต่ยังหมายความกว้างถึงการศึกษาเกี่ยวกับการแจกแจงคุณค่าในเชิงอำนาจ การบริหารและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของสังคมรัฐศาสตร์นอกจากที่ต้องอาศัยองค์ความรู้เฉพาะแล้ว ยังเป็นการสานความรู้หรือประสมประสานบูรณาการความรู้ในศาสตร์ด้านอื่น อาทิประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการมนุษยวิทยา เป็นต้น ประกอบเข้าไปด้วย ในอันที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่ศึกษาเรื่องรัฐศาสตร์ที่มีความสลับ ซับซ้อน เป็นไปอย่างแตกฉานยิ่งขึ้น

           ระเบียบวิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์หากพิจารณาตามนิยามที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ก็กล่าวได้ว่าระเบียบวิธีการศึกษาเกิดขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่มมีการศึกษา เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนั่นเอง เพียงแต่แตกต่างกันไปบ้างตามจุดเน้นของแต่ละวิธี ซึ่งพิจารณาได้จากงานเขียนของ สนธิ เตชานันท์ (2543, 9-17) ซึ่งได้จำแนกไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

             1. แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์แบบเก่า (Traditional political science)
            แนวการศึกษาแบบนี้ประกอบไปด้วยระเบียบวิธีการศึกษาหลายแบบ แต่ละแบบก็แตกต่างกันไปบ้าง ดังนี้

            1.1 แบบปรัชญาการเมืองคลาสสิค (Classical political philosophy)แนวทางการวิเคราะห์แบบนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีที่เก่าแก่ที่สุด โดยมีลักษณะที่สำคัญคือ การประเมินค่าสิ่งที่นักปรัชญาการเมืองสนใจ ประกอบกับการใช้วิธีการอนุมานหรือคาดคิดเอาด้วยเหตุด้วยผลเท่าที่มีอยู่ว่า การเมืองคืออะไร ระบบการปกครองที่ดีที่สุด ผู้ปกครองที่ดีที่สุดควรจะเป็นอย่างไร ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในเรื่องแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ปรัชญาการเมือง

            1.2 แบบประวัติศาสตร์ (Historical method)แนวทางการศึกษาแบบนี้ได้เริ่มต้นขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ใน สหรัฐอเมริกาและยังคงใช้กันมากในปัจจุบัน โดยนักรัฐศาสตร์เชื่อกันว่ารัฐศาสตร์มีต้นกำเนิดมาจากสาขาวิชาประวัติศาสตร์ หรือเป็นวิชาประวัติศาสตร์การเมืองซึ่งรวมตลอดถึงประวัติพรรคการเมือง ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และประวัติความคิดทางการเมืองที่สำคัญต่าง ๆ และเห็นว่าวิธีการศึกษาแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้สามารถทำความเข้าใจ ความเป็นจริงของสถาบันการเมืองต่าง ๆ ได้อย่างถ่องแท้



             1.3 แบบกฎหมาย (Legalistic method)แนวทางการศึกษาแบบนี้ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่การศึกษาในเรื่องการเมืองกับกฎหมายหรือระบบกฎหมายมีความ เกี่ยวพันกัน และได้กลายเป็นสิ่งที่วางพื้นฐานการศึกษารัฐศาสตร์อเมริกันที่พิจารณาว่า รัฐศาสตร์แท้จริงแล้วคือการศึกษาระบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

             1.4 แบบวิเคราะห์สถาบัน (Institutional analysis method)แนวทางการวิเคราะห์แบบนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักของนักรัฐศาสตร์ว่า การเมืองเป็นสิ่งที่มากไปกว่าระบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มีการพูดถึงการเมืองตามความเป็นจริงและเพียงพอต่อการทำความ เข้าใจรัฐศาสตร์ที่ไม่สามารถหาคำตอบได้จากวิธีการศึกษาแบบกฎหมายและประวัติ ศาสตร์ การวิเคราะห์สถาบันการเมืองจะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้นักรัฐศาสตร์มอง เห็นหรือได้ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริงทางการเมืองมากที่สุด แต่อย่างไรก็ดี จุดมุ่งหมายของวิธีการศึกษาแบบนี้มีลักษณะสำคัญของการพรรณารายละเอียดสถาบัน ทางการเมือง อำนาจ บทบาทและหน้าที่ของประธานาธิบดี ด้วยวิธีการสังเกตที่ไม่ลึกซึ้ง ที่มิใช่การอธิบายระบบการเมือง

             2. ระเบียบวิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรมนิยม (Behavioralism)

            ภายหลังที่นักรัฐศาสตร์ได้หันเหความสนใจไปศึกษาการเมืองในเชิงวิเคราะห์มาก ขึ้น เพื่อจะยกฐานะของวิชารัฐศาสตร์ให้ทัดเทียมกับวิชาสังคมศาสตร์อื่น ๆ พร้อมกับความก้าวหน้าทางระเบียบวิธีการศึกษาหลายอย่างที่อาศัยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์มาใช้ ได้ก่อให้การศึกษาวิชารัฐศาสตร์หันเหความสนใจจากเดิมที่เป็นการอนุมานหรือ การประเมินค่าสิ่งที่ศึกษาตามความเห็นหรือทัศนะของนักรัฐศาสตร์ เช่นที่นักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็น การคาดคิดไปตามอำเภอใจซึ่งได้รับการวิพากษ์ถึงความน่าเชื่อถือในแง่ความเป็นศาสตร์ที่สามารถนำมา อธิบายการเมืองได้อย่างกว้างขวางถูกต้อง ได้เป็นสิ่งผลักดันให้รัฐศาสตร์นำเอาเทคนิควิธีศึกษาเชิงศาสตร์อันได้แก่ วิธีการเชิงปริมาณ การรวบรวมข้อมูลที่พิสูจน์ได้ สนใจปรากฎการณ์ที่สังเกตได้ การวัดที่มีความถูกต้องแม่นยำ การวิเคราะห์อย่างมีระเบียบวิธีและอ้างอิงทฤษฎี โดยเชื่อว่าทฤษฎีและผลของการค้นพบที่นำไปสู่ข้อสรุป จะช่วยเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญของรัฐศาสตร์ทุกสาขา มาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองของ มนุษย์ไปด้วย โดยแนวทางการศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมด้านหนึ่งได้แก่การเน้นในการศึกษา พฤติกรรมของผู้ดำเนินการทางการเมืองเป็นสำคัญ ที่มักจะปฏิเสธแนวทางแบบวิเคราะห์สถาบัน ซึ่งนักรัฐศาสตร์บางท่านเช่น เดวิด อีสตัน (David Easton) ได้เรียกร้องให้นักรัฐศาสตร์หันมาสนใจศึกษาเกีย่วกับกิจกรรมทางการเมือง มากกว่าการศึกษาสถาบันทางการเมือง


           3. ระเบียบวิธีการศึกษายุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ (Post-behavioralism)

           วิธีการศึกษาแบบนี้มีที่มาจากการที่นักวิชาการรัฐศาสตร์รุนใหม่ในช่วงกลาง คริสต์ทศวรรษที่ 1960 ไม่ยอมรับระเบียบวิธีการศึกษาแบบพฤติกรรมนิยมที่ยึดมั่นวิธีการทางวิทยา ศาสตร์มากเกินไป โดยวิภาควิจารณ์หรือกลับเคลื่อนไหวปฏิรูปวิชารัฐศาสตร์หรือเป็นยุคที่เรียก ว่า การปฏิวัติยุคหลังแนวการศึกษาเชิงพฤติกรรม (the Post-behavioralism Revolution)” โดยสาระสำคัญในแนวคิดของนักรัฐศาสตร์กลุ่มนี้คือเห็นว่ายิ่งรัฐศาสตร์ใช้ วิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับการแยกค่านิยมออกจากการเมืองมากเท่าใด นักรัฐศาสตร์ก็จะยิ่งห่างไกลจากการเมืองมากขึ้นเท่านั้น และจะทำให้นักรัฐศาสตร์มุ่งแต่ความสนใจที่จะศึกษาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าที่จะมองปัญหาสำคัญ ๆ ทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ นักรัฐศาสตร์จึงต้องให้ความสำคัญต่อค่านิยมในการพิจารณาตัดสินเรื่องการ เมืองการปกครอง อันแตกต่างไปจากการศึกษาเชิงพฤติกรรมนิยมที่มุ่งแยกส่วนค่านิยมออกจากข้อ เท็จจริง


บทความพิเศษ : มุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลกและการเมืองของไทย


                ถ้ามาดูสถานการณ์ของประเทศอื่นทั่วโลกแล้ว ประเทศอื่นกำลังสู้อยู่กับวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศไทยนอกจากจะสู้กับปัญหาภายนอกหรือวิกฤติเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังต้องสู้กับวิกฤติปัญหาภายในอีก
               ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังดิ่งลงเหวก็ทำให้เกิดตามมาคือ คนลดการเดินทาง เมื่อคนลดเดินทาง การซื้อขายก็ลดลง กำลังจะติดลบในปีหน้า ย่อมทำให้กำลังซื้อในปีหน้าลดลงไป
                ฉะนั้นประเทศไทยก็จะเผชิญทั้งปัญหาจากภายนอก และปัญหาจากภายในที่เราก่อขึ้นมา เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ไทยเกิดรัฐประหาร 18 ครั้ง และมีการปฏิวัติ 1 ครั้ง ใน 18 ครั้งของการรัฐประหารนั้น การคมนาคมยังดำเนินไปได้  ท่าเรือยังเปิด เครื่องบินยังเดินทางได้ ธุรกิจก็ยังดำเนินไป คนที่ก่อรัฐประหารก็จะขัดแย้งกันในบริเวณบริเวณหนึ่ง
               แต่วันนี้ประเทศไทยเข้าสู่จุดวิกฤติแล้ว เกิดความขัดแย้งทางความคิด ขัดแย้งทางการเมือง แล้วนำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจ โดยการปิดสนามบิน ในหนึ่งปีเราจะมีผู้ที่เข้ามาใช้สนามบินสุวรรณภูมิไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคน วันนี้ใช้ไม่ได้เลย สิ่งนี้คือวิกฤติที่จะนำมาสู่การทับถมให้เราประสบความยุ่งยาก อดอยาก  และมีปัญหาทางเศรษฐกิจมากขึ้น
                ที่มาของปัญหาวิกฤติของเราที่เกิดความขัดแย้งกัน มีการฆ่ากัน ยิงกัน จริงๆ แล้วคนที่ฆ่ากันนั้นเขารู้จักกันหรือเปล่า เป็นศัตรูกันไหม เขาไม่เคยมีปัญหากัน แต่มาวันนี้เพียงเพราะเขาสวมเสื้อกันคนละสี แล้วมาทำร้ายกันถึงชีวิต เหตุมาจากคนเพียงกลุ่มเดียวที่ขัดแย้งกันไม่กี่คน และความขัดแย้งนี้ก็ขยายไปสู่การเป็นพรรคพวก และนำไปสู่การแบ่งสี และที่มาของปัญหานี้ก็เป็นที่มาของอำนาจและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ที่มาของปัญหาเหล่านี้มาจากผู้ที่มีอำนาจ และผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์
                ขณะนี้ปัญหาก็ได้บานปลายออกไป ถึงขั้นฆ่าฟันกัน คุยกันไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกจนถึงปัจจุบัน กว่า 300 ปีไม่เคยมีครั้งใดที่คนไทยมีความแตกแยกทางสามัคคีทางความคิดได้เท่าวันนี้ และไม่ใช่แค่ความคิด ทุกวันนี้ปัญหาได้บานปลายไปถึงขั้นทำลายล้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิตและทรัพย์สิน และยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร
                 ในเมื่อรัฐบาลซึ่งเขาก็มีปัญหาว่าเขามาอย่างถูกต้อง จะให้เขาลาออกได้อย่างไร ในขณะเดียวกันผู้ประท้วงก็เห็นว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังของรัฐบาลเป็นคนที่เขารับไม่ได้ ถ้าวันนี้ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลได้รับเลือกเข้ามาอย่างบริสุทธิ์โปร่งใส ไม่ได้เป็นเหมือนหุ่นกระบอกถูกชัก ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็น้อย ในขณะเดียวกันคนที่กำลังก่อร่างสร้างปัญหา ถ้าเขาเข้าใจว่าทำไมจะต้องมาฆ่ากันด้วย ก็จะไม่มีการมาทำร้ายกัน
                  ผลกระทบที่ตามมาก็คือ วันนี้เครื่องบินเราบินเข้าบินออกไม่ได้เลย ทำให้กลายเป็นเมืองลับแลที่ใครต่อใครหมดความเชื่อมั่น อย่างรายการข่าวซีเอ็นเอ็นก็เคยแพร่ภาพที่คนไทยเราคนหนึ่งสวมหมวกกันน็อกแล้วถูกกลุ่มคน 3-4 คนรุมทำร้าย หรืออย่างเมื่อสองวันที่แล้วที่ซีเอ็นเอ็นกับบีบีซีได้ถ่ายทอดข่าวของคนฝั่งสีเหลืองที่ถูกฆ่า
                 ภาพเหล่านี้ที่สะท้อนออกไป ทำให้ภาพของสยามเมืองยิ้ม คนไทยเป็นคนน้ำใจดี เอื้ออาทรเหล่านี้หายไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายใน ต่อความสามัคคีของคนไทย ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ คนไทยเป็นคนใจบุญ โอบอ้อมอารี สิ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างสมกันมาได้หายไปแล้ว เราทำลายมันไปเรียบร้อยแล้วด้วยการใช้อารมณ์ ด้วยการทำตามคนไม่กี่คน และเราไม่มองถึงที่มาของปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้ง การฆ่าฟันกัน ทุกวันนี้สิ่งเหล่านี้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปทั่วโลก กระทบความมั่นใจของนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติก็ตาม และกระทบความร่วมมือของคนไทย วันนี้เราปิดประเทศเราด้วยตัวของเรา
                 ฉะนั้นทางออกของปัญหา ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่าให้ลาออกอย่างเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าลาออกไม่ได้เพราะตนเองมาอย่างถูกต้อง ฝ่ายผู้ดำเนินการก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย การที่จะสลายม็อบที่มาชุมนุมกันอยู่ที่สนามบินจะสลายออกไปอย่างไร เพราะตอนนี้เป็นการเผชิญหน้าอย่างการใช้กำลังแล้ว
                 ดังนั้นการแก้ปัญหาใดๆ ควรไปมองที่ต้นเหตุอย่างมีเหตุและผล ซึ่งจะสามารถแก้ไปที่ตัวปัญหาได้  มีคนที่สามารถเข้ามาสรุปและยุติปัญหาเหล่านี้ได้ไม่เกิน 10 คน ควรที่จะนำคนที่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวได้มานั่งคุยกัน อย่างคนไทยด้วยกัน ถ้าเราถือศักดิ์ศรีถือทิฐิแล้วไม่ยอมกัน ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เป็นนี้
                 ดูอย่างโอบามาที่เป็นผิวดำ แมคเคนที่เป็นคนผิวขาว มีการต่อสู้ทางการเมืองของเขา แต่ในทันทีที่แมคเคนเขารู้ว่าโอบามาชนะ แมคเคนก็ออกมาพูดว่าเมื่อวานนี้มันเป็นอดีตไปแล้ว วันนี้แมคเคนกับโอบามาจะมาคุยกันเรื่องอนาคตของสังคมของอเมริกา ที่เขาออกมาพูดคุยกันนั่นเป็นเพราะเขารักประเทศ รักสังคมของเขา แต่สำหรับคนไทย ผู้นำไทยของเรากลับไม่มีความคิดอย่างเขาบ้าง ในขณะที่ไทยเป็นปัญหาของคนในชาติเท่านั้นเอง แต่อเมริกานั้นมีคนหลากหลายประเทศ ทำไมเราทำไม่ได้
                 วันนี้เราบอกว่าเราจะทำอะไรเพื่อถวายในหลวง แต่ทำไมเราที่เป็นลูกเป็นหลานท่านถึงยังมาทะเลาะกัน ทำให้คนที่เป็นพ่อต้องเสียใจ ต้องทุกข์ใจ ทำไมคนแค่เพียง 10 คนนี้ไม่มานั่งคุยกัน แล้วเอางานนี้ถวายในหลวง ความเป็นคนไทย มีจิตใจเป็นไทย เรารักในหลวงเหมือนกันจะนำไปสู่การพูดคุยกัน เราควรที่จะรักแผ่นดินนี้ แผ่นดินนี้คือพ่อแม่ของเรา สังคมนี้คือคนที่ขุนเรามา แต่ทำไมเราถึงต้องมาทำลายแผ่นดินนี้ด้วยความมีทิฐิ ด้วยสิ่งที่เรากำลังลืมตัวกัน ฉะนั้นวันนี้ผู้ที่อยู่ในวงการของการขัดแย้งกัน ควรจะทำงานชิ้นนี้ถวายแด่ในหลวง เพราะว่าเราไม่มีอะไรจะต้องทำถวายสำหรับในหลวง ถ้าเราจะรักในหลวง เราก็ควรที่จะมารักกัน เพื่อที่จะเป็นทางออกของสังคมไทย ก่อนที่สังคมไทยจะไปสู่ความล่มสลาย และล้มละลายในเวทีของเศรษฐกิจโลกด้วย
               ขอให้คนไทยรักคนไทย รักสังคมไทย และรักในหลวงไปพร้อมๆ กัน
วิกรม กรมดิษฐ์ จากรายการ ซีอีโอคลินิก เอฟเอ็ม 96.5 เมกะเฮิรตซ์

ปฎิทินของฉัน

หารัยหม่ำๆกัน

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More